‘กระดูกพรุน’ภัยร้ายรอวันหัก! สะสมแคลเซียมป้องกันได้

‘กระดูกพรุน’ภัยร้ายรอวันหัก! สะสมแคลเซียมป้องกันได้
สัปดาห์นี้มี “ภัยร้าย” ในผู้สูงอายุมาเตือนกัน เพื่อไม่ให้เข้าสู่ “วงจรเศร้าสลด” นั่นคือ “กระดูกพรุน” ที่รอวันหักหากหกล้ม ต้องทนทรมานก่อนจากไป ฉะนั้นป้องกันได้อย่างไรไปอ่านกัน

ปัจจุบันไม่ว่าจะไปไหนมาไหน เรามักได้ยินว่าประเทศไทยเข้าสู่ยุค “คนสูงอายุ” แล้ว ทำให้มีคำแนะนำหรือข้อมูลความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุว่ามีโรคอะไรที่จะเกิดขึ้นเมื่อพยาธิสภาพมีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ “สมอง” ซึ่งจะมีผลมากมายนอกจากเรื่องความจำแล้วยังมีเรื่องของการทรงตัว มือ เท้า ตา…

แน่นอนว่าผลที่ตามมา คือ “การหกล้ม” เราพบประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เสียชีวิตได้!!

นอกจากนี้ยังมี “ภัยร้าย” ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ ในร่างกายของผู้สูงอายุอีก เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลย คือ “กระดูกพรุน” ที่จะทราบก็ต่อเมื่อหกล้มแล้ว นั่นหมายถึงสายไป เพราะกระดูกหักเสียแล้ว!!

โดย ผศ.นพ.สมบัติ โรจน์วิโรจน์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิติกส์ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า “กระดูกพรุน” มีสาเหตุเกิดจากการสูญเสียมวลกระดูก ทำให้กระดูกบางลง หากนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงเปลือกไข่เปราะๆ บางๆ แตกหักง่าย ทำให้บางคนตัวเตี้ยลง เนื่องจากกระดูกโปร่งบางและยุบตัวช้าๆ ที่น่าเป็นห่วง คือผู้ป่วย โรคกระดูกพรุนมีโอกาสเกิดกระดูกแตกหักง่ายกว่าคนทั่วไป

แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าตัวเองมีภาวะ “กระดูกพรุน” โดยทั่วไปกระดูกที่พรุนหรือมวลกระดูกบางลงจะไม่มีอาการแสดงออก เรียกว่าเป็นภัยเงียบที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งมีวิธีการตรวจ คือการสกรีนด้วยอัตราซาวน์ที่ข้อมือ และข้อเท้า เพื่อเป็นการตรวจคัดกรอง หากพบความผิดปกติก็จะต้องตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องตรวจวัดมวลกระดูก ซึ่งผู้สูงอายุเวลามีกระดูกพรุนจะไม่ได้พรุนเฉพาะจุด จึงต้องตรวจวัดที่ตะโพกและกระดูกสันหลัง เพราะเป็นจุดที่เห็นชัดที่สุดที่ถือเป็นมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก

สำหรับค่าการวัดที่ได้เราจะเปรียบเทียบกับคนปกติทั่วไปวัย 35 ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่มวลกระดูกแน่นที่สุด ถ้าใครผลออกมาเป็นผลบวกจนถึง ลบ 1 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าต่ำกว่า ลบ 1 ถึง ลบ 2.5 แสดงว่ากระดูกบางลง เนื่องจากมวลกระดูกลดลง แต่ถ้าใครตรวจแล้วพบว่าต่ำว่า ลบ 2.5 จะถูกวินิจฉัยว่า “กระดูกพรุน” ต้องได้รับการรักษา

วิธีการรักษากระดูกพรุน มีหลักการคือการให้ร่างกายเสริมสร้างโครงกระดูกด้วยการสะสมแคลเซียม เช่นการเสริมอาหารให้ดีหรือการเสริมแคลเซียมในปริมาณที่พอเหมาะ ทั้งนี้อาจจะต้องใช้ยาช่วยยับยั้งการสลายแคลเซียมจากกระดูกหรือยาฮอร์โมนบางประเภทร่วมด้วย ยาฉีดที่เป็นฮอร์โมน เรียกว่า “พาราไทรอยด์ฮอร์โมน” ช่วยกระตุ้นให้สร้างกระดูกเร็ว และช่วยรักษาให้การดูดซึมของแคลเซียมออกจากกระดูกน้อยลง แต่ต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการหัก

ที่สำคัญคือการป้องกันการล้ม ซึ่งมีหลากหลายวิธี ได้แก่ การฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเพื่อมาประคองกระดูกไว้ การฝึกการทรงตัวและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ส่วนการออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก ได้แก่ วิ่งเหยาะๆ เดินเร็ว ก็มีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

แต่…!! ถ้าเกิดเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิด นั่นคือผู้สูงอายุหกล้มกระดูกหัก!! โดยอวัยวะที่หักพบบ่อย 3 ส่วน คือ ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง จากการข้อมูลทั่วไปพบว่า หาก “ข้อมือหัก” หรือ “กระดูกสันหลังทรุด” กระดูกจะมีรูปร่างบิดเบี้ยวไป หลังก็ค่อมลงๆ แต่มักจะไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ยกเว้นกรณีที่ทรุดไปมากหรือมีการกดทับเส้นประสาทก็ต้องรับการรักษาเฉพาะทาง

แต่ถ้า “กระดูกตะโพกหัก” ปัญหา คือความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ไม่สามารถลุกยืนเดินได้ ต้องนอนติดเตียงเสี่ยงกับโรคแทรกซ้อนต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเกินกว่า ร้อยละ 95 ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน แต่ที่สำคัญคือการรักษาแบบองค์รวมของหลากหลายสาขาอย่างมีระบบจะช่วยให้เกิดความรวดเร็ว ปลอดภัย

ในส่วนวิธีการผ่าตัดในผู้ป่วยแต่ละคนนั้นแพทย์ต้องเลือกว่าเหมาะกับการรักษาวิธีใด เพราะมีรูปแบบการรักษาต่างๆ เช่น ผ่าตัดใส่แท่งโลหะยาวๆ มีสกรูยึด หรือมีเรื่องของการใช้ซีเมนต์เสริม บางรายอาจใช้ข้อตะโพกเทียมเทียม หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ววันที่ 2-5 ผู้ป่วยต้องเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพ พยายามให้ลุกออกจากเตียง ฝึกการนั่ง ยืน เดิน และการทรงตัว ตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยกระดูกตะโพกหักส่วนใหญ่จะนอนติดเตียง อาจส่งผลร้ายตามมา คือ…

20 เปอร์เซ็นต์ มักเสียชีวิตภายใน 1 ปี, 30 เปอร์เซ็นต์ พิการถาวร, 40 เปอร์เซ็นต์ต้องใช้เครื่องช่วยพยุงในการเดิน และ 80 เปอร์เซ็นต์ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิมก่อนกระดูกหัก ฉะนั้นเราจึงเน้นย้ำเสมอว่าอย่าให้มีกระดูกหักครั้งแรก เพราะมันจะมีครั้งต่อๆ ไปตามมาเข้าสู่ “วงจรเศร้าสลด” เมื่อล้มแล้วล้มอีกก็ต้องทนทุกข์ทรมานจนเสียชีวิต ฉะนั้นจึงต้องป้องกันไม่ให้ล้มซ้ำ!

การป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำอีก คือดูแลในเรื่องคุณภาพกระดูกให้แข็งแรงใกล้เคียงกระดูกปกติ ได้แก่เรื่องยาพื้นบ้าน คือ “แคลเซียม” ปริมาณพอเหมาะอยู่ที่ 800-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน หากกินเกินไปถึง 2,000-3,000 มิลลิกรัม ก็ดูดซึมได้ไม่หมด อาจเกิดท้องผูกและผลเสียด้านอื่นได้ และทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

อีกตัวหนึ่งคือ “วิตามินดี” ซึ่งผิวหนังร่างกายคนเราสามารถสร้างได้จากการโดนแสงแดด จึงควรตากแดดประมาณ 30 นาที แนะนำให้ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อแขนสั้นไม่ต้องทาครีมกันแดด ในช่วง 8-9 โมงเช้า แต่ถ้าไม่อยากตากแดดก็มีอีกวิธีหนึ่งคือนำเห็ดสดไปตากแดดในช่วงแดดจัดๆ ประมาณ 1 ชม. เห็ดสดจะสร้างวิตามินดีไว้เราก็นำเห็ดนั้นมาปรุงอาหารและรับประทาน ทำให้เราได้รับวิตามินดีเต็มๆ โดยไม่ต้องกินวิตามินดีชนิดเม็ด

สุดท้าย “กระดูกพรุน” ถึงจะไม่มีอาการแต่ก็สามารถตรวจพบและสามารถป้องกันได้แม้ในวัยสูงอายุ แต่ทั้งนี้ควรป้องกันตั้งแต่ยังเด็กเพื่อลดโอกาสกระดูกหักในอนาคต นอกจากการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมมากๆ ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อคโคลี่ นม และผลิตภัณฑ์ของนม ปลาตัวเล็กตัวน้อย เต้าหู งาดำ และวิตามินดี ซึ่งมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมแล้ว

การออกกำลังกายทุกวันนอกจากจะช่วยป้องกันกระดูกพรุนแล้วยังช่วย “สร้างความสมดุลและการทรงตัว” ลดปัจจัยเสี่ยงหกล้มในวัยสูงอายุด้วย

ขอบคุณข้อมูล จาก เดลินิวส์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *