ก้าว…สู่ชีวิตใหม่

ต้องยอมรับว่ากระแสการออกมาวิ่งของ “พี่ตูน บอดี้สแลม” ในโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ เบตง – แม่สาย วันที่ 1 พ.ย. – 25 ธ.ค. 2560 รวมระยะทาง 2,191 กม.

ได้ปลุกพลังของคนไทยในหลายๆ ด้าน ทั้งการรวมพลังของทุกๆ คน เพื่อส่งต่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในการร่วมบริจาคให้กับโรงพยาบาลทั้ง 11 แห่ง และการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองด้วยการเริ่มออกกำลังกาย เพื่อสู่การมีสุขภาพที่ดีกว่าเดิม
แซม – ณัฐพล เสมสุวรรณ ที่ได้แรงบันดาลใจเรื่องการวิ่งจากพี่ตูน บอดี้สแลม และเป็นอีกหนึ่งนักต่อสู่โรคมะเร็งและโรคสตีเว่นส์-จอนห์นสัน ที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่มีต่อยาต่างๆ จนเกิดการอักเสบของเยื่อยุผิว ที่ร่วมพิสูจน์ความแข็งแกร่งทั้งกายและใจด้วยการวิ่ง แซมพบว่าตนเองเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเมื่อตอนอายุ 21 ปี จากอดีตนักมวยเวทีราชดำเนินที่ร่างกายแข็งแรง กลับต้องนอนเป็นผู้ป่วยติดเตียง จากการรักษาด้วยคีโมมากว่า 30 ครั้ง ทำให้ร่างกายเขาซูบผอม ผิวดำคล้ำลงกว่าเดิมมาก เดินไปทางไหนก็มีแต่คนกลัว แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ หันมาเห็นก็ยังร้องไห้ ทำให้เขาต้องกลับมานอนร้องไห้ที่บ้านด้วยความที่คนมองว่าเขาเหมือนตัวประหลาด นอกจากนั้นแล้วความคิดที่จะจบชีวิตของตัวเองได้เข้ามากรอกข้างๆ หูแซมอยู่หลายๆ ครั้ง เพราะขณะที่นอนในโรงพยาบาลช่วง 3 เดือนนั้น เขาหันไปเห็นนกบินมาเกาะหน้าต่าง จึงน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกอิจฉาที่นกมีอิสระในชีวิต แต่ตัวเขาเองกลับถูกกังขังด้วยโรคร้าย และแม้แต่จะก้าวเดินก็ยังไม่มีแรง ยังมีผลข้างเคียงจากการแพ้คีโม เจ็บปวดทรมานเข้าไปในกระดูก และคิดเสมอว่าตัวเขาเองคงไม่ได้ไปต่อ ต่อให้มีชีวิตรอดได้ก็คงไม่มีความสุข มิหนำซ้ำยังทำให้พ่อกับแม่ต้องมาร่วมลำบากไปอีกด้วย
ในช่วงที่แซมนอนป่วย มีคนมอบหนังสือ “ความสุข ณ จุดที่ยืน” ของหนุ่มเมืองจันท์ ให้เขาอ่าน เมื่อได้หยิบขึ้นมาอ่านอย่างละเมียดแล้วนั้น ข้อความในหนังสือที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาต่อสู้กับชีวิตนั่นคือ “เราเข้าใจทุกคนบนโลกไม่ได้ แต่เราทำให้เขาเข้าใจเราได้” หลังจากนั้นแซมจึงมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้นและพร้อมจะต่อสู่กับสิ่งที่ตนเผชิญอยู่
จุดเริ่มต้นของการก้าวออกวิ่ง
จากคำพูดของพี่ตูน บอดี้สแลม ที่พูดไว้ว่า อยากให้คนไทยดูแลสุขภาพตัวเอง พี่ตูนวิ่งเพื่อปลุกคนไทยออกมาจากคำว่าเป็นไปไม่ได้ เราทำไม่ได้ นั่นทำให้แซมย้อนคิดถึงการดูแลสุขภาพตัวเอง ที่ผ่านมาเขามักคิดเสมอว่าเราทำไม่ได้ ดูถูกตัวเองและประเมินตัวเองต่ำว่าความเข้มแข็งของใจที่เรามี
มันยากเสมอสำหรับก้าวแรก เพราะเพียงแค่ 20 เมตร แซมก็เริ่มหอมเหนื่อยและพาตัวเองกลับบ้าน เขาบอกว่าเขาไม่ใช่คนที่เริ่มจากศูนย์แล้วไปหนึ่ง แต่เพราะเขาคือคนที่ติดลบ เราจำเป็นต้องสู้ผ่านคำว่าเป็นไปไม่ได้ตลอดเวลาในทุกๆ วัน ดังนั้นวันต่อๆ ไปเขาจึงกลับมาวิ่งใหม่เป็น 25 เมตร 30 เมตร และกลายเป็นกิโลเมตรในที่สุด
เมื่อแซมต้องลงวิ่งในครั้งแรก ระยะทางระหว่าง 5 กม. และ 10 กม. ทำให้เขาต้องเลือกว่า ถ้าวิ่งแค่เพียง 5 กม.เขาจะแค่ได้วิ่ง แต่หากวิ่ง 10 กม. นั่นหมายถึงเขาทำได้ และในวันนั้นเขาเลือกพิสูจน์ตัวเองในระยะ 10 กม. ที่เป็นชัยชนะครั้งแรกซึ่งเขาชนะใจตัวเองที่สู้ผ่านมาได้
กระทั่งวันนี้แซมวิ่งสะสมระยะเดือนละ 100 กิโลเมตร ซึ่งเขามาไกลมากจากวันที่เขาท้อแท้ ไม่คิดจะต่อสู่กับการเอาชนะสุขภาพ แต่วันนี้การวิ่งได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเขาไปโดยสิ้นเชิง และงาน Thai Health Day Run 2017 แซมได้ร่วมวิ่งกับเหล่าบรรดานักวิ่งนับหมื่นคน เพื่อแสดงให้รู้ว่าสุขภาพแข็งแรงได้แค่คุณก้าวออกมาวิ่งด้วยกัน
“เป้าหมายชีวิตของเราทุกคน ล้วนมีร่างกายเป็นส่วนประกอบ เราจะไปถึงเป้าหมายของเราเร็วขึ้น ถ้าร่างกายของเรา มีสุขภาพที่ดี เราอย่าคิดว่าเราไม่มีเวลา เราอ่อนแอเกินไป เราทำไม่ได้” แซมทิ้งท้าย
นับจากกระแสการวิ่งที่ได้ปลุกคนไทยขึ้นครั้งที่ 2 ในปี 2555 จากภาพยนตร์เรื่อง รัก 7 ปี ดี 7หน ตอน 42.195 ที่ตัวละครออกมาพูดว่า “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งแค่กิโลเดียวก็พอ แต่ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยมาวิ่งมาราธอน” และไม่ว่าจะเป็นระยะมินิมาราธอน ฮาฟมาราธอน มาราธอน หรืออัตรามาราธอน ชีวิตเราถูกเปลี่ยนระหว่างการฝึกซ้อมเสมอ นั่นก็เพราะการมีวินัยในการซ้อม ความอดทน การเอาชนะใจตัวเอง ฯลฯ ที่เปลี่ยนแปลงเราเป็นคนใหม่ที่มีสุขภาพดีกว่าเดิม หรือมีทัศนคติที่ต่อสู้กับชีวิตมากขึ้น
จนทำให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย และ บริษัท จีทีเอช จำกัด ร่วมกันจัดงาน Thai Health Day Run ภายใต้คำขวัญ วิ่งสู่ชีวิตใหม่ เพื่อปลุกกระแสการรักสุขภาพ ดูแลตัวเองตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวออกมาวิ่งของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะ “พี่ตูน บอดี้สแลม” ที่เริ่มวิ่งในงาน Thai Health Day Run 2555 เป็นครั้งแรกในระยะ 10 กม. และเริ่มเพิ่มระยะไปเรื่อยๆ เพื่อให้การวิ่งเป็นกีฬาที่ทำให้เขาสุขภาพแข็งแรง
จนกระทั่งมาสู่โครงการก้าวคนละก้าว จากกรุงเทพฯ – บางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ และเบตง – แม่สาย ไม่รู้ว่ากี่ล้านก้าวที่พี่ตูน และคนทั้งประเทศออกมาก้าวร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนกี่ร้อยล้านบาทที่ได้จากการบริจาคเพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับทางโรงพยาบาล แต่ทั้งหมดแล้วนอกเหนือจากการรวมพลังที่เล็กๆ ของคนทั้งประเทศ คนละ 10 บาท 20 บาท เพื่อต่อลมหายใจของผู้ป่วย พี่ตูนกำลังจะสื่อสารกับเราว่า ถ้าเรามีสุขภาพที่ดีจากการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ ดูแลตัวเองให้ดี เราก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่มีโรคภัยร้ายแรงมาทักทาย เพียงแค่เราเริ่มก้าวออกมาวิ่ง ก้าวออกมาสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้ตัวเอง
และ “ก้าว” ที่เราเริ่มจะนำไปสู่ก้าวที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ อย่างไม่จบสิ้น เพราะสุขภาพดีไม่มีขาย เราฝากใครไม่ได้ เราต้องเป็นผู้ลงมือกระทำด้วยตัวเอง เช่น การมีกิจกรรมทางกาย อย่างที่ สสส. ได้สื่อสารให้ประชาชนชาวไทยได้ร่วมกันทำ ไม่ว่าจะเป็น เดินอย่างน้อยวันละ 10,000 ก้าว แกว่งแขนลดพุงลดโรค วิ่ง ทำงานบ้านต่างๆ และการออกกำลังกายตามความถนัดของแต่ละคน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที ก็จะทำให้เราห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จำพวกโรค เบาหวาน ความดัน มะเร็ง โรคอ้วนลงพุง ฯลฯ
เพราะสุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ก็ต้องทำเอง วลีฮิตที่ใครเป็นคนกล่าวไว้ก็ไม่อาจทราบได้ กลายเป็นข้อเตือนใจของใครหลายๆ คน ที่ลุกขึ้นมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของตัวเอง เพื่อครอบครัวที่รออยู่ หรือจะเพื่ออะไรก็ตามแต่ สุดท้ายแล้วการมีสุขภาพที่ดีไม่อาจมีทางลัดพาไปสู่จุดนั้นได้ มีเพียงการลงมือกระทำของตัวเราเองเท่านั้น ที่จะทำให้การดูแลสุขภาวะทั้ง กาย ใจ สังคม ปัญญา เชื่อมถึงกัน วันนี้…น่าจะถึงเวลาแล้วที่เราควรดูแลตัวเอง///สสส.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *